การสร้าง
array สามารถทำได้โดยการใส่ วงเล็บสี่เหลี่ยม ([ ])
ไว้ท้ายตัวแปรที่ต้องการจะสร้างเป็น array และทำการแยกค่าโดยการใส่ ,
คั่นเอาไว้ และยังมีได้หลาย object type อีกด้ว
ruby> ary = [1, 2, "3"]
[1, 2, "3"]
|
Arrya ยังสามารถเพิ่มหรือทำซ้ำได้เช่นเดียวกับ string อีกด้วย
ruby> ary + ["foo", "bar"]
[1, 2, "3", "foo", "bar"]
ruby> ary * 2
[1, 2, "3", 1, 2, "3"]
|
ค่าใน Array นั้นเข้าถึงได้โดยการใช้ Index number ชี้ไปยังตำแหน่งที่ต้องการได้ทุกที่
ruby> ary[0]
1
ruby> ary[0,2]
[1, 2]
ruby> ary[0..1]
[1, 2]
ruby> ary[-2]
2
ruby> ary[-2,2]
[2, "3"]
ruby> ary[-2..-1]
[2, "3"]
|
โดยค่าที่ติดลบหมายถึง offsets จากท้ายของ array
Array สามารถแปรรูปโดยนำไป and กับอักขระทั่วไปได้โดยใช้ join และ split
ruby> str = ary.join(":")
"1:2:3"
ruby> str.split(":")
["1", "2", "3"]
|
Hash
เมื่อ array 5 ถูกทำให้เข้าถึงโดยไม่ได้ใช้เลขเรียงลำดับ แต่ใช้ keys
ที่จะเรียงลำดับค่า บางครั้งการทำงานอย่างนี้เราเรียกว่า hash หรือ
dictionary แต่ในภาษา ruby นี้เราจะเรียกว่า hash
ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาภายใต้วงเล็บปีกกา ({ })
ซึ่งมันจะทำให้คูรหาค่าบางอย่างใน hash มากกว่าจะใช้ index ใน array
เสียอีก
ruby> h = {1 => 2, "2" => "4"}
{1=>2, "2"=>"4"}
ruby> h[1]
2
ruby> h["2"]
"4"
ruby> h[5]
nil
ruby> h[5] = 10 # appending value
10
ruby> h
{5=>10, 1=>2, "2"=>"4"}
ruby> h.delete 1 # deleting value
2
ruby> h[1]
nil
ruby> h
{5=>10, "2"=>"4"}
|